แผนการเรียนทั้งปี แยกตามระดับชั้น
แต่ละชั้นเจอโจทย์คนละแบบในช่วงสัปดาห์แรก ไล่ตั้งแต่ ป.1 ไปจนถึงมหาวิทยาลัย ตารางนี้เป็นแผนคร่าว ๆ ของปีการศึกษา 2026/2027 ตามปฏิทินโรงเรียนไทย เทอม 1 เปิดกลางเดือนพฤษภาคม เทอม 2 เปิดต้นเดือนพฤศจิกายน แล้วค่อยปรับให้เข้ากับจังหวะของลูกหรือของตัวเอง
เข้า ป.1
ตั้งกิจวัตรให้ได้ก่อน แล้วค่อยอ่านออกเขียนได้
กลางพฤษภาคม – กรกฎาคม
ให้กิจวัตรเข้าที่ก่อน
ช่วงเปิดเทอมแรกให้ดูที่จังหวะการใช้ชีวิตเป็นหลัก คะแนนค่อยว่ากันทีหลัง นั่งทำอะไรสักอย่างที่บ้านวันละ 20-30 นาที อ่านออกเสียงด้วยกัน แล้วเปลี่ยนการคิดเลขให้กลายเป็นเกม
สิงหาคม – กันยายน
อ่านให้คล่องและคุ้นกับตัวเลข
เทอม 1 ปิดด้วยการวัดผลปลายเดือนกันยายน ก่อนถึงตรงนั้นลองสังเกตว่าอ่านเป็นคำได้ลื่นหรือยัง ลายมืออยู่ในเส้นบรรทัดไหม และบวกเลขได้โดยไม่ต้องแอบนับนิ้วใต้โต๊ะหรือเปล่า
พฤศจิกายน – มีนาคม
ปล่อยให้ลองทำเอง
เทอม 2 คือช่วงที่ควรให้ลองทำการบ้านเองก่อน แล้วค่อยเข้าไปช่วย พอผลออกมาก็นั่งดูด้วยกันแบบสบาย ๆ แล้วอ่านมันในฐานะข้อมูลสำหรับเทอมถัดไป
ครูตัวต่อตัวมีที่ทางตอนที่ผ่านเทอมแรกไปแล้วแต่การอ่านยังติด ๆ ขัด ๆ หรือพอชวนทำอะไรที่เกี่ยวกับตัวเลขทีไรก็ถูกปฏิเสธทุกครั้ง
เข้า ม.1
จากครูประจำชั้นคนเดียว เป็นครูรายวิชาสิบกว่าคน
กลางพฤษภาคม – มิถุนายน
ทำความรู้จักจังหวะใหม่
จากครูประจำชั้นคนเดียว กลายเป็นครูคนละคนในแต่ละคาบ สิ่งที่ช่วยได้จริงคือตารางเรียนที่บ้านหนึ่งใบ กับระบบสมุดจดที่แยกรายวิชาชัดเจน
กรกฎาคม – กันยายน
วางฐานให้แน่น
คณิตศาสตร์กับภาษาอังกฤษ ม.1 คือฐานของอีกสามปีข้างหน้า พีชคณิตต้น ๆ และไวยากรณ์พื้นฐานคุ้มที่จะย้อนกลับไปทำซ้ำจนแน่นจริง
ปิดเทอมตุลาคม – มีนาคม
ใช้ช่วงปิดเทอม แล้วเข้าเทอม 2
ตุลาคมปิดยาวทั้งเดือน ทบทวนเบา ๆ ในช่วงนี้ใช้แรงไม่มาก แต่ทำให้เทอม 2 ชันน้อยลงเยอะ โดยเฉพาะวิชาที่เพิ่งสะดุดไป
คณิตศาสตร์กับภาษาอังกฤษคือสองวิชาที่เห็นผลของครูตัวต่อตัวชัดที่สุดใน ม.1 เพราะเป็นสองวิชาที่มักหลุดก่อนวิชาอื่นเวลาจังหวะการเรียนเปลี่ยน
เข้า ม.4
เลือกสายแล้ว และวิธีเรียนก็เปลี่ยนไปด้วย
กลางพฤษภาคม – มิถุนายน
ปรับตัวเข้ากับสายที่เลือก
วิทย์-คณิต ศิลป์-คำนวณ หรือศิลป์-ภาษา กำหนดน้ำหนักการเรียนไปอีกสามปี ช่วงแรกจะเริ่มเห็นว่าสายที่เลือกเข้ากับวิธีเรียนของลูกจริงหรือเปล่า
กรกฎาคม – กันยายน
ดูว่าวิชาไหนอยู่ วิชาไหนหลุด
ฟิสิกส์กับเคมี ม.4 เดินเร็วกว่าวิทยาศาสตร์ ม.3 อยู่มาก ผลปลายเทอม 1 ปลายเดือนกันยายนคือการวัดระยะห่างครั้งแรกที่ตรงไปตรงมาที่สุด
พฤศจิกายน – มีนาคม
เริ่มตั้งลำเข้า TCAS
เทอม 2 ยังเร็วพอที่จะมองเรื่อง TCAS แบบไม่ต้องรีบ ว่าเล็งคณะไหนไว้ คณะนั้นให้น้ำหนักกับอะไร แล้วแปลว่าต้องเตรียม TGAT TPAT หรือ A-Level ของ TCAS ตัวไหนบ้าง
วิชาวิทยาศาสตร์ควรไล่เก็บตั้งแต่ ม.4 ก่อนที่เนื้อหาเทอม 2 จะไปกองทับบนฐานที่ยังไม่นิ่ง
ม.6
ปีที่ทุกอย่างต้องตัดสินใจ
กลางพฤษภาคม – สิงหาคม
เกรดและพอร์ต
GPAX ที่มหาวิทยาลัยจะอ่านยังเขียนไม่จบ เทอมนี้ยังนับอยู่ ส่วนรอบ 1 ของ TCAS เปิดเดือนสิงหาคม และพอร์ตที่ทำแบบรีบ ๆ ก็ดูออกตั้งแต่แรกว่าทำแบบรีบ ๆ
กันยายน – ธันวาคม
สร้างฐานสำหรับสนามสอบ
สัปดาห์ละสองสามรอบกับ TGAT ทั้งการคิดอย่างมีเหตุผลและการสื่อสารภาษาอังกฤษ ตามด้วย TPAT ตัวที่คณะเป้าหมายเรียกใช้ และวิชา A-Level ของ TCAS ที่ไปด้วยกัน
มกราคม – มีนาคม
ถึงเวลาลงสนาม
TGAT และ TPAT สอบช่วงต้นปีปฏิทิน ส่วน A-Level ของ TCAS ตามมาอีกไม่กี่สัปดาห์ ระหว่างรอบสอบ ทบทวนเป็นเรื่อง ๆ ได้ผลกว่านั่งไล่ทำข้อสอบทั้งชุดรวดเดียว
แผนของ ม.6 เป็นแผนที่ส่วนตัวที่สุดในหน้านี้ เพราะแต่ละคนเล็งคนละคณะ นัดปรึกษาฟรีสักครั้งช่วยวัดระยะระหว่างเกรดที่มีอยู่ตอนนี้กับเป้าที่ตั้งไว้ได้
มหาวิทยาลัย
หน่วยกิต วิชาที่ยาก และเล่มจบ
ต้นเทอม 1
วางน้ำหนักการลงทะเบียน
ลงทะเบียนโดยมองยาวทั้งปี แล้วค่อยแบ่งน้ำหนักลงแต่ละเทอม จองเวลาอ่านเองของแต่ละวิชาไว้ตั้งแต่ตารางยังว่าง แล้วดูให้ออกก่อนถึงมิดเทอมว่าอาจารย์แต่ละคนให้คะแนนจากอะไรจริง ๆ
มิดเทอมถึงไฟนอล
งานใหญ่ทำก่อนเส้นตาย
งานชิ้นใหญ่ที่เริ่มล่วงหน้าหลายสัปดาห์ใช้แรงน้อยกว่างานชิ้นเดียวกันที่เหลือเวลาสามวันอยู่มาก เก็บโน้ตให้อยู่ในสภาพที่หยิบมาอ่านสอบได้ทันที แล้วอ่านเกรดเฉลี่ยปลายเทอมเป็นผลตอบกลับของวิธีเรียน
เทอม 2 และปีสุดท้าย
ซ่อมให้จบ แล้วปิดเล่ม
วิชาที่ค้างไว้เคลียร์ให้หมด ส่วนปีสุดท้ายให้ขยับโครงร่างวิจัยตั้งแต่เนิ่น ๆ ถ้าวางแผนเรียนต่อ การเตรียม IELTS หรือ TOEFL ควรเริ่มตั้งแต่ช่วงนี้ ระหว่างที่จังหวะการอ่านหนังสือยังเดินอยู่
ระดับนี้ความช่วยเหลือที่ใช้ได้จริงค่อนข้างเฉพาะทาง แคลคูลัสกับสถิติ บัญชี เขียนโปรแกรม และคนที่นั่งเถียงเรื่องระเบียบวิธีวิจัยด้วยกันได้